Breaking News

การคลังชงแพ็กเกจของขวัญปีใหม่ กระตุ้นการใช้จ่าย

เศรษฐกิจ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 20 ธ.ค.นี้ จะมีการพิจารณามาตรการของขวัญปีใหม่ 2566 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ โดยกระทรวงการคลังเตรียมเสนอมาตรการดังนี้ มาตรการทางภาษี มาตรการจากหน่วยงานรัฐ และสถาบันการเงินแห่งรัฐ โดยในส่วนของมาตรการภาษีนั้น จะเสนอโครงการช้อปดีมีคืน ที่จะเปิดให้ผู้ที่ใช้จ่ายนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการ มาลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงวงเงินสูงสุด 40,000 บาท แบ่งเป็นวงเงินซื้อสินค้าและบริการไม่เกิน 30,000 บาท และเพิ่มเติมสำหรับการซื้อสินค้าที่มีใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์อีก 10,000 บาท เริ่ม 1 ม.ค.-15 ก.พ.66 รวมระยะเวลา 46 วัน ทั้งนี้ รายจ่ายที่ใช้สิทธิได้จะเป็นค่าซื้อสินค้าและบริการเหมือนที่ผ่านมา ยกเว้นค่าซื้อสุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบ รถยนต์ จักรยานยนต์ เรือ ค่าที่พักโรงแรม ค่าไกด์นำเที่ยว ค่าสาธารณูปโภค ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ต และค่าเบี้ยประกัน โดยคาดว่ากรมสรรพากรสูญเสียรายได้กว่า 8,200 ล้านบาท แต่จะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ ข่าวเศรษฐกิจ จะมีเงินหมุนในระบบกว่า 56,000 ล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 0.1-0.2% นอกจากนี้ยังจะเสนอการขยายเวลาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่นที่ใช้ในประเทศเหลือลิตรละ 0.20 บาท จากเดิมสิ้นสุด 31 ธ.ค.65 เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และลดค่าครองชีพให้ประชาชน สำหรับมาตรการจากหน่วยงานอื่นๆ อาทิ กรมธนารักษ์เสนอลดอัตราค่าเช่าที่ราชพัสดุสำหรับที่อยู่อาศัยและการเกษตร มาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ผู้มีรายไ น้อย บัตรคนจน รวมถึงกลุ่มเปราะบาง ส่วนมาตรการของสถาบันการเงินรัฐ เช่น การให้รางวัลพิเศษสำหรับสลากออมสิน รวมถึงมอบของขวัญปีใหม่สำหรับลูกค้าสินเชื่อที่มีวินัย ผ่อนชำระดีจะได้รับเงินคืนเข้าบัญชี 500-1,000 บาท นอกจากนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอขยายเวลามาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย ที่จะสิ้นสุดปลายปีนี้ออกไปอีก 1 ปี โดยลดค่าธรรมเนียมการโอนจาก 2% ลงเหลือ 0.01% และลดค่าธรรมเนียมการจำนองจาก 1% ลงเหลือ 0.01% ครอบคลุมที่อยู่อาศัยใหม่และมือสอง ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว อาคารพาณิชย์ และห้องชุด

แนะนำข่าวเศรษฐกิจ อ่านเพิ่มเติมคลิกเลย : ล้มแผนฟื้นชีพแอร์บัส A380 บินไทยเสริมทัพฝูงบิน 9 ลำรับผู้โดยสารพุ่ง

Share Article: